quick_contact
call_center
ถามตอบ_header

ถามตอบ

Q1. Biological control หมายถึงอะไร

A1. เป็นการควบคุมแบบชีวภาพ โดยใช้สิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งเพื่อควบคุมสิ่งมีชีวิตอีกชนิด หลายตัวเป็นเชื้อจุลินทรีย์ เช่น เชื้อจุลินทรีย์ที่ยับยั้งหรือทำลายเชื้อก่อโรคพืช ทำให้ลดความเสียหายต่อพืชได้ เชื้อจุลินทรีย์เหล่านี้เรียกว่า จุลินทรีย์ปฏิปักษ์

Q2. ปัจจุบันสารชีวภัณฑ์ หรือเชื้อจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ที่มีการผลิตในระดับอุตสาหกรรมเพื่อจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ มีกี่ชนิด แต่ละชนิดมีคุณสมบัติอย่างไร

A2. ปัจจุบันสารชีวภัณฑ์ หรือเชื้อจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ที่มีการผลิตในระดับอุตสาหกรรมเพื่อจำหน่ายในเชิงพาณิชย์อย่างแพร่หลาย ได้แก่
1. เชื้อแบคทีเรีย Bacillus subtilis สำหรับป้องกันและกำจัดโรคพืชที่มีสาเหตุมาจากเชื้อต่าง ๆ เช่น
  1.1 โรคจากแบคทีเรีย - Xanthomonas campestris ที่ทำให้เกิดโรคเน่าดำในพืชตระกูลกะหล่ำ Xanthomonas axonopodis ที่ก่อโรคแคงเกอร์ในพืชตระกูลส้ม และ Xanthomonas spp. ที่ก่อโรคใบแห้ง โรคใบจุด - Erwinia spp. ทำให้เกิดโรคเน่าเละในผัก โรคยอดเน่า - Ralstonia (Pseudomonas) solanacearum ทำให้เกิดโรคเหี่ยวเขียว
  1.2 โรคจากเชื้อรา - Phytophthora spp.ทำให้เกิดโรครากเน่า โคนเน่า เน่าดำ ยอดและรากเน่า โรคดอกร่วงในทุเรียน - Rhizoctonia solani ทำให้เกิดโรคใบติด โรคราสีชมพูเข้ากิ่งในทุเรียนและโรคกาบใบแห้งในข้าว Rhizoctonia spp. ทำให้เกิดโรคเมล็ดเน่า เน่าระดับคอดิน กล้าไหม้ รากเน่า หัวเน่า - Acrocylindrium oryzae ทำให้เกิดโรคกาบใบเน่าในข้าว - Pyricularia oryzae ทำให้เกิดโรคไหม้ในข้าว - Colletotrichum spp. ทำให้เกิดโรคแอนแทรคโนสในพริก ผัก พืชตระกูลกะหล่ำและแตง - Alternaria spp. ทำให้เกิดโรครากเน่า-โคนเน่า โรคใบจุด โรคใบแห้ง - Fusarium spp. ทำให้เกิดโรคกล้าไหม้ รากเน่า โคนลำต้นหรือกอเน่าแห้ง ผลเน่า โรคเหี่ยว - Cercospora spp. ทำให้เกิดโรคใบจุด
2. เชื้อรา Trichoderma harzianum สำหรับป้องกันและกำจัดโรคพืชที่มีสาเหตุมาจากเชื้อต่าง ๆ เช่น 1. เชื้อรา Pythium spp. ทำให้เกิดโรคยอดเน่าของต้นกล้า โรครากเน่า โคนเน่า ต้นเน่า โรคเน่าคอดิน 2. เชื้อรา Fusarium spp. ทำให้พืชเกิดโรคกล้าไหม้ รากเน่า โคนลำต้นหรือกอเน่าแห้ง ผลเน่า โรคเหี่ยว 3. เชื้อรา Sclerotium rolfsii ทำให้เกิดโรคกล้าไหม้ โรคราเมล็ดผักกาด โรคโคนเน่า 4. เชื้อรา Rhizoctonia spp. ทำให้เกิดอาการโรคเมล็ดเน่า เน่าระดับคอดิน กล้าไหม้ รากเน่า หัวเน่า 5. เชื้อรา Phytophthora spp. ทำให้พืชเกิดอาการโรครากเน่า โคนเน่า เน่าดำ ยอดและรากเน่า 6. เชื้อรา Collectotrichum spp. ทำให้เกิดโรคแอนแทรกโนสในพืชผักต่าง ๆ 3. เชื้อรา Beauveria bassiana สำหรับป้องกันและกำจัดแมลงปากดูดหลายชนิด เช่น เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยแป้ง เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ ไรแดง แมลงหวี่ขาว แมลงหวี่ดำ มวน แมลงสิง แมลงหล่า หนอนกอ หนอนม้วนใบข้าว ฯลฯ 4. เชื้อรา Metarhizium robertsii (anisopliae) ควบคุม เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยจักจั่น ปลวก ไรแดง ตั๊กแตน เต่าแตง ค่อมทอง ด้วงหมัดผัก ด้วงหนวดยาว ด้วงแรด แมลงดำหนาม หนอนหัวดำมะพร้าว หนอนเจาะลำต้น หนอนผีเสื้อหลายชนิด ฯลฯ 5. เชื้อแบคทีเรีย Bacillus thuringiensis ควบคุม หนอนผีเสื้อทุกวัย หลายชนิด เช่น หนอนใยผัก หนอนคืบกะหล่ำ หนอนกินใบ หนอนกระทู้ผัก หนอนกระทู้หอม (หนอนหนังเหนียว) หนอนเจาะขั้ว หนอนม้วนข้าว ฯลฯ

Q3. เชื้อจุลินทรีย์ป้องกันกำจัดศัตรูพืชแต่ละชนิดมีกลไกการออกฤทธิ์อย่างไร

A3. กลไกการออกฤทธิ์ของเชื้อแบคทีเรียบาซิลลัส ซับทีลิส (Bacillus subtilis )
1). เจริญแข่งขันครอบครองพื้นที่ อาหาร และอากาศกับเชื้อสาเหตุของโรคพืช
2). สร้างสารปฏิชีวนะที่มีคุณสมบัติในการยับยั้งหรือทำลายเชื้อสาเหตุโรคพืช และผลิตเอ็นไซม์ ออกมาย่อยผนังเส้นใยเชื้อรา หรือ ผนังเซลล์แบคทีเรียสาเหตุโรคพืช
3). การเป็นปรสิต (parasitism) เชื้อจุลินทรีย์ปฏิปักษ์มีความสามารถในการเข้าไปเจริญอาศัยในเชื้อโรคพืช แล้วคอยดูดกินอาหาร ทำให้เชื้อโรคพืชอ่อนแอและตายในที่สุด กลไกการออกฤทธิ์ของเชื้อราไตรโคเดอร์ม่า ฮาร์เซียนัม 1). เจริญแข่งขันแย่งพื้นที่และอาหารกับเชื้อโรคพืช 2). พันรัดแล้วแทงส่วนของเส้นใยเข้าไปในเส้นใยของเชื้อราสาเหตุโรคพืช ทำให้เส้นใยโรคพืชตาย 3). ผลิตสารปฏิชีวนะและสารพิษ ตลอดจนน้ำย่อยหรือเอนไซม์สำหรับช่วยละลายผนังเส้นใยของเชื้อโรคพืช และยังสามารถช่วยละลายแร่ธาตุให้อยู่ในรูปที่เป็นประโยชน์ต่อพืช จึงช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืชและชักนำให้ต้นพืชมีความต้านทานต่อเชื้อโรคพืชทั้งเชื้อราและแบคทีเรียสาเหตุโรค กลไกการออกฤทธิ์ของเชื้อแบคทีเรียบาซิลลัส ทูริงเยนซิส เมื่อหนอนกินผลึกสารพิษและสปอร์เข้าไปในกระเพาะ น้ำย่อยในกระเพาะมีคุณสมบัติเป็นด่างค่อนข้างสูง จะย่อยสารพิษ ซึ่งอยู่ในรูป protoxin ให้เป็น active toxin ( สารพิษแท้จริง ) ซึ่งจะเข้าทำลายเซลล์เยื่อบุผนังกระเพาะอาหาร ทำให้ระบบการย่อยอาหารและระบบทางเดินอาหารถูกทำลาย ทำให้แมลงไม่สามารถกินอาหารได้ เคลื่อนไหวช้าลง ในที่สุดแมลงจะตาย ขณะเดียวกันเมื่อผนังของกระเพาะอาหารถูกทำลาย ทำให้ระดับความเป็นกรด-ด่าง ภายในลำตัวของแมลงเปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้แมลงเป็นอัมพาต ขากรรไกรค้าง ไม่สามารถกินอาหารได้ สปอร์ของบีทีสามารถไหลผ่านจากรูแผลบนผนังกระเพาะเข้าสู่ระบบเลือดของแมลง จะขยายทวีจำนวนมากขึ้น ทำให้โลหิตเป็นพิษ แมลงจะตายในเวลาต่อมา โดยทั่ว ๆ ไป เชื้อบีทีจะทำลายแมลง โดยใช้ระยะเวลา 24 – 72 ชม.ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ขนาดของแมลง และปริมาณเชื้อที่กินเข้าไปด้วย กลไกการออกฤทธิ์ของเชื้อราบิวเวเรีย บัสเซียน่า สปอร์เชื้อราบิวเวเรีย เมื่อไปสัมผัสกับตัวของแมลง เชื้อราก็จะแทงทะลุเข้าไปเจริญเติบโตในร่างกายของแมลง จากนั้นเชื้อราจะสร้างเอมไซม์เพื่อย่อยสลายและทำลายระบบอวัยวะภายในของแมลงทำให้แมลงตัวนั้นป่วยและตายไปในที่สุด เชื้อราจะเริ่มกินเนื้อเยื่อภายในตัวแมลงและสร้างเส้นใยทะลุผ่านลำตัวแมลงออกมาคลุมตัวแมลงเอาไว้ แล้วแพร่กระจายสปอร์ของเชื้อราไปยังแมลงตัวอื่นๆ ต่อไป โดยเส้นใยของเชื้อราบิวเวเรียจะมีลักษณะเป็นขุยสีขาว กลไกการออกฤทธิ์ของเชื้อราเมธาไรเซียม แอนิโซเพลีย สปอร์เชื้อราเมธาไรเซียม เมื่อไปสัมผัสกับตัวของแมลง เชื้อราก็จะแทงทะลุเข้าไปเจริญเติบโตในร่างกายของแมลง จากนั้นเชื้อราจะสร้างเอมไซม์เพื่อย่อยสลายและทำลายระบบอวัยวะภายในของแมลงทำให้แมลงตัวนั้นป่วยและตายไปในที่สุด เชื้อราจะเริ่มกินเนื้อเยื่อภายในตัวแมลงและสร้างเส้นใยทะลุผ่านลำตัวแมลงออกมาคลุมตัวแมลงเอาไว้ แล้วแพร่กระจายสปอร์ของเชื้อราไปยังแมลงตัวอื่นๆ ต่อไป โดยเส้นใยของเชื้อราเมธาไรเซียม จะมีลักษณะเป็นขุยสีเขียว

Q4. วิธีการใช้เชื้อจุลินทรีย์ป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่ถูกต้องมีขั้นตอนอย่างไร

A4.
1.) คำนวณปริมาณเชื้อจุลินทรีย์ป้องกันกำจัดศัตรูพืชให้เหมาะสมกับปริมาณน้ำที่ต้องการใช้ฉีดพ่นตามอัตราที่แนะนำ
2.) ตวงน้ำให้ได้ตามปริมาณที่ต้องการ
3.) เติมสารเพิ่มประสิทธิภาพจับใบตามปริมาณที่แนะนำ
4.) ทยอยเติมเชื้อจุลินทรีย์ป้องกันกำจัดศัตรูพืชทีละน้อย พร้อมคนผสมให้ละลายจนครบตามอัตราที่กำหนด

Q5. เชื้อจุลินทรีย์ป้องกันกำจัดศัตรูพืชสามารถใช้กับส่วนใดของพืชได้บ้าง

A5. สามารถใช้ได้กับทุกส่วนของพืชตามอาการของโรค และแมลงศัตรูพืชที่พบ เช่น ใบ ดอก ผล ลำต้น โคนต้น และรากพืช

Q6. นอกจากดินแล้ว เชื้อจุลินทรีย์ป้องกันกำจัดศัตรูพืชสามารถใช้กับพืชที่ปลูกด้วยวิธี Substrate culture โดยใช้วัสดุปลูกชนิดอื่นแทนได้หรือไม่

A6. สามารถใช้กับพืชที่ปลูกโดยใช้วัสดุปลูกได้ทุกชนิด เช่น ขุยมะพร้าว ขี้เถ้าแกลบ ขี้เลื่อย พีทมอส หินภูเขาไฟ เม็ดดินเผา เพอร์ไลท์ แม้แต่การปลูกพืชในน้ำ (Hydroponics) ฯลฯ

Q7. ปัจจัยภายนอกอะไรบ้างที่มีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของเชื้อจุลินทรีย์ป้องกันกำจัดศัตรูพืช

A7. ปัจจัยภายนอกที่มีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของเชื้อจุลินทรีย์ป้องกันกำจัดศัตรูพืช ได้แก่
1. อุณหภูมิ อุณหภูมิที่เหมาะสมกับการใช้ควรอยู่ระหว่าง 25-35 องศาเซลเซียส
2. ความชื้น ควรใช้ฉีดพ่นในขณะที่แปลงพืชมีความชื้นหลังให้น้ำในช่วงเย็น
3. pHของน้ำ pHของน้ำ ที่เหมาะสมกับการใช้ควรอยู่ระหว่าง 5.5-6.5
4. แสงแดด ควรใช้ฉีดพ่นหลังแดดร่มในช่วงเย็น
5. ถังที่ใช้ในการฉีดพ่น ห้ามใช้ร่วมกับถังฉีดพ่นสารเคมีกำจัดเชื้อรา และยากำจัดวัชพืชทุกชนิด
6. การปรับหัวฉีด ควรปรับหัวฉีดให้เป็นละอองฝอยละเอียด
7. ความทั่วถึงของการฉีดพ่น ควรพ่นให้ทั่วถึงทั้งบนใบและใต้ใบ แต่ไม่ควรให้ชุ่มจนรวมตัวกันเป็นหยดน้ำ โดยเฉพาะในพืชบางชนิดที่มีผิวบาง เช่น ผลมะม่วง ผลมะระ และผักใบที่มีใบค่อนข้างบาง เช่น ผักกาดเขียวปลี เป็นต้น

Q8. ข้อดีของการใช้เชื้อจุลินทรีย์ป้องกันกำจัดศัตรูพืชทดแทนการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช

A8.
1. ปลอดภัยต่อสุขภาพร่างกายของเกษตรกรผู้ใช้
2. ไม่มีสารเคมีที่เป็นอันตรายตกค้างในพืชผักผลไม้ที่ผลิตเพื่อส่งออก ตลอดจนผักผลไม้ที่เราบริโภคเข้าไป
3. ไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์ และสิ่งมีชีวิตอี่นๆ ที่ไม่ใช่เป้าหมาย เช่น แมลงและจุลินทรีย์ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ
4. เชื้อจุลินทรีย์ไม่ทำให้ศัตรูพืชเกิดความต้านทาน จึงมีความยั่งยืนในการใช้ป้องกันกำจัดศัตรูพืช และยังสามารถใช้ได้ผลดีในกรณีที่โรคหรือแมลงศัตรูพืชดื้อสารเคมีอีกด้วย
5. แมลงศัตรูพืชหลายชนิดมีการสร้างเส้นใยขึ้นมาเป็นเกราะป้องกันตัว ทำให้สารเคมีไม่สามารถเข้าถึงตัวแมลงได้ แต่เชื้อจุลินทรีย์สามารถแทงทะลุเส้นใยเหล่านั้นเข้าไปยังตัวแมลงได้
6. สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ทันทีหลังฉีดพ่น โดยไม่ต้องเว้นระยะการเก็บเกี่ยว
7. สามารถใช้เชื้อจุลินทรีย์ฉีดพ่นได้ทุกช่วงของการเจริญเติบโต แม้แต่ในช่วงดอกบานที่ไม่สามารถฉีดพ่นด้วยสารเคมีได้
8. หากมีการใช้เชื้อจุลินทรีย์อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีการฉีดพ่นสารเคมี ในแปลงก็จะมีเชื้อจุลินทรีย์เหล่านั้นอาศัยอยู่ ช่วยคุมพื้นที่ไม่ให้เชื้อโรคเข้ามาในแปลง และยังช่วยขับไล่แมลงศัตรูพืชไม่ให้เข้ามาวางไข่อีกด้วย
9. ในระยะยาวต้นทุนการใช้เชื้อจุลินทรีย์ป้องกันกำจัดศัตรูพืชจะต่ำกว่าการใช้สารเคมี ซึ่งต้องเพิ่มอัตราและความถี่ในการใช้มากขึ้นเรื่อยๆ
10. เชื้อจุลินทรีย์ป้องกันกำจัดศัตรูพืชสามารถเสื่อมสลายไปตามธรรมชาติ ไม่มีพิษตกค้างต่อสิ่งแวดล้อมและห่วงโซ่อาหาร
11. พืชผักผลไม้ที่ใช้เชื้อจุลินทรีย์ป้องกันกำจัดศัตรูพืช และได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิตจากหน่วยงานหรือสถาบันต่าง ๆ เช่น สมาพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ (IFOAM) มาตรฐานเกษตรอินทรีย์สหภาพยุโรป (EU) สถาบันพืชอินทรีย์ (กรมวิชาการเกษตร) และมาตรฐานระบบเกษตรอินทรีย์ มกท. เป็นต้น จะเป็นที่ต้องการของตลาด และขายได้ในราคาที่สูงกว่าพืชผักผลไม้ที่ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช

Q9. ข้อจำกัดในการใช้เชื้อจุลินทรีย์ป้องกันกำจัดศัตรูพืชมีอะไรบ้าง

A9.
1. ในระยะแรกจะเห็นผลช้า และอาจต้องฉีดพ่นบ่อยกว่าการใช้สารเคมี
2. เชื้อจุลินทรีย์เป็นสิ่งมีชีวิต สิ่งแวดล้อมจึงมีผลต่อการอยู่รอดของเชื้อ ทำให้มีความยุ่งยากในการเก็บรักษาให้ประสิทธิภาพยังคงอยู่เหมือนเดิม ดังนั้นจึงควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานอย่างถูกต้อง
3. มีอายุการเก็บรักษาสั้นกว่าสารเคมี โดยทั่วไปจะมีอายุการเก็บรักษาเพียง 1-2 ปีเท่านั้น ก่อนซื้อจึงควรสังเกตวันที่หมดอายุทุกครั้ง
4. เชื้อจุลินทรีย์บางชนิดผลิตยาก ทำให้มีต้นทุนค่อนข้างสูง
5. ไม่สามารถใช้ร่วมกับสารเคมีกำจัดเชื้อราได้ หากมีความจำเป็น ควรเว้นระยะการใช้ให้ห่างกันอย่างน้อย 4-5 วัน

Q10. เชื้อจุลินทรีย์ป้องกันกำจัดศัตรูพืชต่างชนิดกันสามารถนำมาผสมฉีดพ่นพร้อมกันได้หรือไม่

A9.
A10. ผสมกันได้เฉพาะบางกลุ่ม เช่น เชื้อราสำหรับป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืชเหมือนกันสามารถผสมฉีดพร้อมกันได้ เชื้อแบคทีเรียสำหรับป้องกันและกำจัดโรคพืชเหมือนกันสามารถผสมฉีดพร้อมกันได้ แต่ทั้งนี้ควรหลีกเลี่ยงการผสมกันระหว่างเชื้อแบคทีเรียสำหรับป้องกันกำจัดโรคพืช และเชื้อราสำหรับป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืช เนื่องจากอาจส่งผลทำให้ประสิทธิภาพในการป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืชไม่ได้ผลเท่าที่ควร โดยควรเว้นระยะห่างในการฉีดพ่นอย่างน้อย 4-5 วัน

Q11. เชื้อจุลินทรีย์ป้องกันกำจัดศัตรูพืชสามารถใช้ผสมกับสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ปุ๋ยเคมี ธาตุอาหาร และฮอร์โมนพืชได้หรือไม่

A11. เชื้อจุลินทรีย์ป้องกันกำจัดศัตรูพืชสามารถใช้ผสมกับสารเคมีกำจัดแมลง ปุ๋ยเคมี ธาตุอาหาร และฮอร์โมนพืชได้ แต่ไม่สามารถใช้ผสมกับสารเคมีกำจัดโรคพืชประเภทยากำจัดเชื้อราได้ เนื่องจากเชื้อจุลินทรีย์ป้องกันกำจัดศัตรูพืชอาจโดนสารเคมีนั้นกำจัดไปด้วยเช่นกัน

Q12.เชื้อจุลินทรีย์ป้องกันกำจัดศัตรูพืชของAP มีความปลอดภัยต่อมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อมจริงหรือ

A12. เชื้อจุลินทรีย์ป้องกันกำจัดศัตรูพืชของAP ได้ผ่านการทดสอบทางพิษวิทยา Toxicology Testing (LD50) โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยแล้วว่ามีความปลอดภัยกว่าน้ำปลาถึง10 เท่า ทำให้สามารถวางใจได้ว่าจะไม่เป็นอันตรายต่อคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม

Q13. หลังฉีดพ่นด้วยเชื้อจุลินทรีย์ป้องกันกำจัดศัตรูพืชแล้วต้องเว้นระยะก่อนการเก็บเกี่ยวนานกี่วัน

A13. สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ทันทีหลังฉีดพ่น โดยไม่ต้องเว้นระยะการเก็บเกี่ยว เนื่องจากไม่มีสารพิษที่เป็นอันตรายตกค้าง

Q14. สามารถใช้เชื้อจุลินทรีย์ป้องกันกำจัดศัตรูพืชฉีดพ่นในช่วงดอกบานและช่วงเลี้ยงผลได้หรือไม่

A14. สามารถใช้เชื้อจุลินทรีย์ป้องกันกำจัดศัตรูพืชฉีดพ่นในช่วงดอกบานและช่วงเลี้ยงผลได้โดยไม่ทำให้ดอกและผลของพืชไหม้หรือหลุดร่วง

Q15. เหตุใดจึงควรเลือกใช้เชื้อจุลินทรีย์ป้องกันกำจัดศัตรูพืชของเอพี

A15.
1. เชื้อจุลินทรีย์ป้องกันกำจัดศัตรูพืชของAP ได้รับการขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องจากกรม วิชาการเกษตร (ผลิตภัณฑ์บางชนิดอยู่ในระหว่างการดำเนินการขึ้นทะเบียน)
2. บริษัทฯ มีประสบการณ์ในการดำเนินงานด้านเชื้อจุลินทรีย์ป้องกันกำจัดศัตรูพืชมากว่า 20 ปี จึงมีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับเชื้อจุลินทรีย์ต่างๆ เป็นอย่างดี
3. สามารถผสมฉีดพร้อมกับเชื้อจุลินทรีย์ป้องกันกำจัดศัตรูพืชอื่นๆที่เป็นเชื้อประเภทเดียวกัน ตลอดจนปุ๋ยทางใบ ฮอร์โมน และธาตุอาหารเสริมต่างๆ ได้ ช่วยให้ประหยัดแรงงานและเวลาในการฉีดพ่นยา
4. เชื้อจุลินทรีย์ป้องกันกำจัดศัตรูพืชของAP สามารถละลายน้ำได้ 100% ไม่ต้องแช่น้ำก่อนฉีดพ่น ทำให้สะดวกต่อการใช้งาน และไม่อุดตันหัวฉีด
5. เชื้อจุลินทรีย์ป้องกันกำจัดศัตรูพืชของAP ได้ผ่านการทดสอบทางพิษวิทยา Toxicology Testing (LD50) แล้วว่ามีความปลอดภัยกว่าน้ำปลาถึง10 เท่า ทำให้สามารถวางใจได้ว่าจะไม่เป็นอันตรายต่อคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม
6. มีการตรวจสอบมาตรฐานสินค้าโดยทดสอบกับเชื้อสาเหตุของโรคพืชชนิดต่างๆ และมีการออกใบรับรอง (COA) จากห้องปฏิบัติการทุก Lot การผลิต
7. บริษัทฯ ได้รับความไว้วางใจและสั่งซื้อสินค้าจากลูกค้าในหลายทวีปทั่วโลก เช่น เอเชีย ยุโรป และ อเมริกาใต้ เป็นต้น
8. บริษัทฯ มีการศึกษาและติดตามวิวัฒนาการของโรคและแมลงศัตรูพืช เพื่อนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ อย่างสม่ำเสมอ
9. บริษัทฯ ใช้เทคโนโลยีและกระบวนการผลิตที่ทันสมัย ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและมีความเข้มข้นสูง ซึ่งนำไปสู่ประสิทธิภาพที่ดีของผลิตภัณฑ์ป้องกันกำจัดศัตรูพืชของบริษัทฯ
10. บริษัทฯ เก็บรักษาเชื้อจุลินทรีย์ป้องกันกำจัดศัตรูพืชในตู้เย็นที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียสตลอดเวลา เพื่อคงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ก่อนนำออกจำหน่าย